อัดโฆษณาเท่าไหร่ดี หากอยากสร้างยอดขายหลักแสนหลักล้าน

อัดโฆษณาเท่าไหร่ดี หากอยากสร้างยอดขายหลักแสนหลักล้าน

หลายคนเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ ก็เริ่มกันง่ายๆ ด้วยการเปิดเพจผ่าน Facebook แล้วก็เริ่มขายของกันหน้าวอลล์ตนเองกันเลยทีเดียว แต่โชคไม่ดีที่ ทุกวันนี้จำนวน Reach ที่เฟซบุ๊คปล่อยออกมาเพื่อให้คนเห็นสิ่งที่แม่ค้าพ่อค้าโพสลงหน้าวอลล์ตัวเองนั้นน้อยมากถึงน้อยมากที่สุดในสามโลก ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดก็คือ “การยิงโฆษณา” ว่ากันง่ายๆ ก็คือจ่ายเงินให้กับตามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กนั่นแหละ (ซัคเคอร์นี่ ภาษาอังกฤษแปลว่าดูด แปลว่าตานี่ดูดเงินเก่งมาก…ฮา…) แต่ว่าหลายคนหรือทุกคนล้วนมีคำถามว่า เอ๊ แล้วฉันควรทุ่มเงิน “ซื้อโฆษณา” ซักกี่สตางค์กัน บางคนบอกขอแค่วันละ 100 พอ จริงๆ มันก็ได้นะครับ แต่ถ้าคิดว่าอยากค้าขายกันจริงๆ จังๆ งบยิงโฆษณาหลักร้อยหรือกระทั่งหลักพันมันไม่พอหรอก ธุรกิจ SME ขอเน้นนะครับว่า SME คือแบรนด์ยังไม่ดังมากหลายเจ้าตั้งงบโฆษณากันเป็นหลักแสนๆ บาทต่อเดือน ส่วนเจ้าใหญ่มากๆ หลักล้านนี่สบายๆ ดีกว่าเอาเงินไปยิงโฆษณาทิ้งกว้างผ่านโทรทัศน์วิทยุ 15 วินาที 3-4 แสนบาทเสียอีก

คำถามคือ เอ๊า ถ้างั้นต้องเตรียมสตางค์จ่ายตามาร์กเท่าไหร่ดีกันหล่ะเนี่ย

อยากให้นึกถึงเวลาเราทำมาค้าขายตอนออฟไลน์กันหน่อย อาทิเช่น ตอนเราเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็น กว่าจะขายได้เราต้องเตรียมอะไรบ้าง รถเข็น 35,000 บาท หม้อก๋วยเตี๋ยวจานชาม 2-3 หมื่นบาท โต๊ะเก้าอี้และการตกแต่งร้านอีก 3-5 หมื่นบาท (ตัวเลขอาจจะสูงต่ำกว่านี้ แล้วแต่งบในกระเป๋า) เห็นไหมครับว่า กว่าจะเปิดร้านได้ (ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาซักคนเลยนะ) เรายังลงทุนกันเป็นหมื่นเป็นแสน

ดังนั้น หากอยากทำธุรกิจออนไลน์ผ่าน Facebook ให้ประสบความสำเร็จ เม็ดเงินลงทุนก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ข้อดีของการขายของผ่านเฟซบุ๊ก ก็คือเราสามารถเปิดร้านค้าได้ฟรีในเวลาเพียงไม่กี่นาที จากนั้นก็สามารถนำสินค้าหรือบริการของเรานำเสนอขายได้ทันที เห็นไหมว่าประหยัดค่าใช้จ่ายไปตั้งเยอะ

สำหรับแม่ค้าพ่อค้ามือเก่า มือเก๋า..ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้…ออกไป๊ ชิ้วๆ …ฮา ไม่อยากเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนจ้า

ในเบื้องต้น เราควรแบ่งงบลงทุนสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ไว้ 3 ก้อนหลักๆ ดังนี้

1. งบสำหรับซื้อ Like:  อะไรกันจะให้คนมาไลค์ต้องเสียเงินด้วยเหรอ ….เอิ่ม ผมนึกว่าไม่มีคนถามคำถามนี่ซะแล้ว นี่มันคำถามสมัย 3-4 ปีก่อนนุ้น…เหม่ ของฟรี ไม่มีในโลกหร๊อก…คุณไม่จ่าย มันก็แปลว่ามีคนจ่ายแทนคุณนั่นแหละ ใช่แล้ว เราแนะนำให้คุณเตรียมงบซื้อ Like ไว้ซัก 5,000-10,000 บาท (จะมากกว่านี้ก็ได้แล้วแต่ตังค์ในกระเป๋า) เพื่อให้เพจของเราดูมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง อย่างน้อยซัก 2-3 พันไลค์ เงินก้อนนี้ลงไปดูแล้วเหมือนจะ “สูญเปล่า” แน่นอน อย่าคิดว่าโอ๊ยฉันลงเงินไปตั้งหลายพันแล้ว ทำไมขายของไม่ได้ซักที ให้ทำใจไว้เลย งบก้อนนี้เป็นเหมือนการโปรโมทร้านค้าของเราเองในเบื้องต้นเท่านั้นเอง …จะว่าไปราคาพอๆ กับหม้อก๋วยเตี๋ยวเอง

คำถามถัดมาคือแล้ว ร้านของเราควรมีจำนวนไลค์มากน้อยแค่ไหนหล่ะ ถึงดูน่าเชื่อถือ ส่วนตัวคิดว่า ถ้าได้ซัก 1,000 ไลค์ขึ้นไปก็น่าจะสร้างความน่าเชื่อถือได้ในระดับนึงแล้ว แต่ถ้าสวยๆ ก็ 4-5 พันไลค์ก็เยี่ยมไปเลย …ใครอยากซื้อเพจที่มีไลค์ 4-5 พันไลค์ ในราคา 4-5 พันบาท ติดต่อแอดมินได้เลยนะครับ…ขายของบ้างไรบ้าง…ฮิ๊ว

2. งบลงทุนหาคอร์สเรียน: ห๊ะ…คอร์สฟรี ไม่มีเหรอ…ของฟรี ของดี ยังมีอยู่ แต่หายากหน่อย ถ้าอยากประสบความสำเร็จมันก็ต้องลงทุนกันบ้าง ลองคิดดูกว่าจะจบปริญญาตรี เรียนเงินกันหลายแสนหรือเป็นล้าน จบมาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะคืนทุนเมื่อไหร่ อีกเรื่องที่น่าแปลกคือ หลายคนอยากสร้างยอดขายหลักแสนหลักล้าน แต่บอกว่าไม่อยากเสียเงินไปลงทะเบียนเรียนออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง หรือบางคนซื้อโฆษณาเฟซบุ๊คกันเป็นว่าเล่น ซื้อกันหลักหมื่นหรือหลักแสนต่อเดือน แต่..งก เสียดายเงินค่าเรียน (แอดมินก็เคยเป็น…ฮา)

แอดมินแนะนำว่าลงเรียนไปเหอะ อย่าเสียดายเงินไปเลย ลองผิดลองถูกเอง ดีไม่ดีเสียเงินเยอะกว่าไปตักตวงวิชาความรู้จากคอร์สต่างๆ ที่สอนกันอยู่ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ นอกจากนี้ การลองผิดลองถูกเอง เช่น ลองซื้อโฆษณายิงทิ้งยิงกว้าง ค่าโฆษณาที่จ่ายไปยังมากกว่าการไปได้เทคนิคดีๆ ในการซื้อโฆษณาอย่างถูกหลักการ ทำให้ค่าโฆษณาถูกลง แอดปรากฎบ่อยขึ้น ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ดังนั้น อย่า…งก นะจ้ะ ชิตังเม โป้ง….รวย (เฮ้ย….ธรรมโกยมาจากไหน)

3. งบเลียแข้งเลียขาตามาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก เอ๊ย ไม่ใช่ งบในการยิงโฆษณาเพื่อ “สร้างยอดขาย” ต่างหาก ในช่วงแรกๆ หรือช่วงเทคออฟ นึกถึงตอนเครื่องบินทะยานขึ้นดูนะครับ มันจะต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์และน้ำมันมากขนาดไหนเพื่อไต่ระดับไปถึงเพดานบินที่เหมาะสม แต่ถ้าติดลมบนแล้วหล่ะก็ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการขับเคลื่อนก็ใช้น้อยลงกว่าปกติไปมากเลยทีเดียว จะว่าไปก็เปรียบเหมือนกับเม็ดเงินลงทุนยิงโฆษณานั่นแหละ เราควรเตรียมงบยิงโฆษณาในช่วงแรกไว้วันละ 100-500 บาท แล้ววัดผลว่าเป็นอย่างไร ถ้าขายดีขึ้น ก็เตรียมงบโฆษณาเพิ่ม ส่วนจะเพิ่มงบมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ความเหมาะสมเลย

งบยิงโฆษณาส่วนนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปเพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของเราได้หรือที่เรียกว่าสร้าง Brand Awareness นั่นเอง หรือจะเป็นการโปรโมทโพสเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาตอบคำถามแสดงความคิดเห็นสร้าง engagement กับเพจของเรา หรือจะทำเป็นคลิปวิดิโอเพื่อสร้าง traffic ล่อลวง เอ๊ย พาคนเข้ามาชมสินค้าภายในเว็บไซต์ หรือลากเข้ากลุ่มไลน์หรืออะไรก็ว่ากันไป เรายิงโฆษณาไปเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นสินค้าของเราแล้วเกิดโลภ เอ๊ย เกิดความสนใจซื้อต่างหาก

เมื่อยิงแอดไปแล้ว เราวัดผลกันด้วยยอดขายกันเลย ในช่วงแรกอาจจะยังใหม่ ขายไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งตกใจอะไร ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางเปิดใหม่ช่วงแรกก็ขายไม่ดีเหมือนกัน กว่าคนจะรู้จักร้าน กว่าคนจะติดก็ใช้ระยะเวลาเหมือนกัน ขายของทุกอย่างไม่ว่าออนไลน์ ออฟไลน์ต่างก็ต้องอาศัยเงินลงทุนและระยะเวลากันทั้งนั้น . แต่ถ้ายิงแอดไปแล้ว ขายได้ตั้งแต่แรก ก็ขอปรบมือให้เลย แจ่มมากๆ หยุดอ่านบทความนี้เหอะแกเก่งแล้ว… ฮา

แล้วอย่าลืมวัดผลด้วย ROI ด้วยว่าได้กี่เท่า ถ้าซื้อโฆษณาแล้ว ยอดขายยังดีอยู่ เอ้อ ต้องมีกำไรด้วยนะ ไม่ใช่ขายขาดทุน ยอดขายเป็นล้าน กำไรหลักร้อยหล่ะ ถ้ากำไรยังดีอยู่ อัดงบโฆษณาทุ่มลงไปเอาใจตามาร์คเข้าไปอีก เช่น ถ้าลงโฆษณาหลัก 1,000 บาท ขายได้ 8,000 แสดงว่า ROI = 8 เท่า จากนั้นก็มานั่งคิดสะระตะ ซื้อโฆษณาไปเท่านี้บาท กูกำไรไหมว่ะ ถ้ากำไรก็ค่อยเพิ่มงบโฆษณาลงไปอีก แต่ถ้าไม่มีกำไรหรือแป๊กก็ต้องมานั่งวิเคราะห์หาเหตุผลกันดูอีกทีนึงว่าเป็นเพราะอะไร

แต่ทั้งนี้ ROI จะต้องดูยอดเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนนะ อย่าไปตกใจกับยอดขายวัน เพราะมันสามารถปรับขึ้นปรับลงได้ เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเดิมนั่นแหละ วันนี้ฝนตก ขายไม่ดี วันนี้ลูกค้าแน่นร้าน มันก็ต้องดูยอดขายเฉลี่ยที่เกิดขึ้นมากกว่า

Content ที่ดีสร้างยอดขาย สร้างแบรนด์อิมเมจได้ TIS ช่วยคุณได้ โทรเลย 02-730-9933

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าผ่านไปแล้วเดือนนึง ยอดขายยังแป๊ก แป๊ก แป๊ก (เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆๆ เลย) ก็ต้องมานั่งตรวจสอบแล้วหล่ะว่ามันขายไม่ได้เพราะอะไร องค์ประกอบสำคัญของการที่จะทำให้สินค้าของเรายอดขายพุ่ง (พุ่งขึ้นหรือพุ่งลงหล่ะเนี่ยะ…ฮา) ขึ้นอยู่กับ 1. สินค้าดีไหม 2. ยิงแอดตรงกลุ่มเป้าหมายหรือปล่าว 3. โม้เก่งไหม เอ๊ย…คอนเท้นท์หรือเนื้อหาดีไหม เล่าเรื่องเกี่ยวกับสินค้าเก่งไหม ถ้าสามอย่างนี้ดี อย่างไรก็ต้องขายได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดไปก็ต้องมานั่งปรับแก้กลยุทธ์กัน

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า โอ๊ย ยอดขายไม่ขึ้นเพราะเรายิงแอดไม่เก่งเหมือนเจ้าอื่นๆ เค้า ซึ่งจริงๆ แล้วมันถูกแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ระบบของ Facebook นั้นมันพยายามอยู่แล้วที่จะทำให้โฆษณาที่ยิงออกไปแสดงให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดหรือง่ายๆ คือมันพยายามที่จะ optimize โฆษณาของเราให้เวิร์คที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วนั่นแหละ แต่หลายคนลืมโทษตัวเองไปว่า 1. สินค้าเรามันห่วย มันไม่น่าสนใจหรือปล่าว 2. คอนเท้นท์เนื้อหาที่นำเสนอมันไม่จูงใจ รูปภาพไม่น่าสนใจ คนเห็นแล้วอ่านแล้วแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะซื้อ คลิกหนีออกไปก็เยอะ ดังนั้น หากยอดขายไม่ขึ้น อย่าทำตัวป๋า ยิงโฆษณาเพิ่ม ให้ไปทบทวนข้อ 1 และข้อ 2 อีก เอาผ้าซับน้ำตาแล้วสูดหายใจลึก มาลุยปรับกลยุทธ์กันอีกซักตั้ง

วิธีการที่ดีอีกอย่างคือ ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ของเราขอความเห็นจากใจจริงของมัน ถามไปเลย เฮ้ย ยอดขายกูแม่งตก กุลง ad ไปหลายพันหลายหมื่นแล้ว มึงช่วยดูเว็บดูเพจกูหน่อยดิ ว่ากูต้องปรับตรงจุดไหนให้มันดีขึ้น ขออย่างนึง อย่าอวยนะ อย่าอวยนะ อย่าอวยนะ (สามครั้งเลย) กูจะไม่โกรธมึง ไม่เถียงมึงซักคำ กูอยากรับฟังมุมมองคนนอกดู ถามไปเลย 5-10 คน จด จด จด อย่ามัวแต่ไปแก้ตัว หากเพื่อนคุณวิจาร์ณเพจของคุณมาในเชิงลบ เช่น ภาพมันไม่สวย หรือ มึงพล่ามอะไรในเฟซว่ะ เราต้องเปิดใจให้กว้าง เพราะถ้าเรามัวแต่หาข้อแก้ตัว หรือเถียงกลับไป เราจะไม่มีวันรู้ข้อเสียหรือจุดบกพร่องที่เราจะนำมาแก้ไขปรับปรุงให้มันดีขึ้นโดยเด็ดขาด

คนที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ผ่านความล้มเหลวกันมาแล้วทั้งนั้น แต่เขาเป็นคนที่สู้ไม่ถอยต่างหาก

จำไว้อย่างว่า ไม่มีใครขายดีตั้งแต่วันแรกหรอก ร้านก๋วยเตี๋ยวเปิดใหม่บางทีกว่าจะติดตลาด คนรู้ว่าร้านอยู่ตรงนี้ รสชาติดี บริการใช้ได้ ยังใช้เวลากันเป็นปีๆ ดังนั้น ค่อยๆ ปรับหาวิธีการในการทำธุรกิจออนไลน์กันต่อไป หลายครั้งเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จในเบื้องหน้า แต่หลายคนไม่รู้หรอก เค้าล้ม เค้าพลาด เค้ากว่าจะมายืนจุดนี้ได้ รอยแผลเป็นหรือบทเรียนทางธุรกิจมีมากมายเพียงใด คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนผ่านความล้มเหลวมาแล้วนับร้อยนับพันครั้งกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่เค้ามีไม่เหมือนคนอื่นๆ คือ เค้าสู้ไม่ถอย เมื่อใดเจอปัญหาหรืออุปสรรค เค้าก็นำมาคิดวิเคราะห์ แล้วแก้ปัญหากันไปทีละจุดๆ ถ้าค่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยไปเสียก่อน รับรองว่าแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์จะต้องไปถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน เพียงแต่ระยะเวลาที่ใช้จะเป็นเดือนเป็นปีก็แตกต่างกันไป

สรุป กันสั้นๆ สำหรับงบลงทุนช่วงแรกมีดังนี้
1. ใช้เงินซื้อไลค์ 5,000-1,000 บาท (โปรโมทร้านช่วงแรก)
2. ลงเรียนคอร์สออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง 5,000-20,000 บาท (งบน้อยก็เรียนคอร์สออนไลน์ก็ได้)
3. ซื้อ ad โฆษณาวันละ 100-500 บาท

ท้ายสุด ธุรกิจอะไรก็ตาม รวมถึงสินค้าและบริการที่เรานำเสนอ เราต้องทำให้ดี ทำให้ดีเหนือความคาดหวังของลูกค้า บริการหลังขายก็ควรให้ความเอาใจใส่ ยอดขายถ้าดีขึ้น กำไรมากขึ้น ก็ควรดึงกำไรส่วนหนึ่ง มาซื้อโฆษณาต่อ เราต้องสร้างวงจรการสร้างเงินให้ครบรอบให้ได้ รับรองว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอน


ภาพประกอบ: Pixabay

Tag: รับเขียน Content | รับเขียนบทความ

คุณสัจจา
คุณสัจจา
ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารและผู้จัดการทั่วไปของศูนย์การแปลนานาชาติทีไอเอส ทรานสเลชั่น ผู้ที่มีประสบการณ์ในแวดวงการแปลมานับทศวรรษ คุณสัจจาเป็นผู้เชื่อในหลักการ "Lifelong Learning" การเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งเป็นผู้ที่ชอบไขว่คว้าหาความรู้ด้านต่างๆ บนโลกออนไลน์อย่างไม่หยุดหย่อน